สินค้าเทคโนโลยีตัวหนึ่งที่เคยเป็นที่จับตาว่า มันจะก้าวเดินไปถึงไหน สุดทางที่มันจะไปได้คืออะไร นั่นคือ “สมาร์ทวอทช์” และมาถึงวันนี้มันกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากความตื่นเต้นสู่เสถียรภาพ และอนาคตจะขึ้นอยู่กับนวัตกรรมใหม่ที่สามารถดึงดูดผู้บริโภคได้อีกครั้งหรือไม่ ในเมื่อวันนี้แนวโน้มมันเริ่มชะลอตัวลง โอกาสในการพัฒนาต่อควรเป็นเช่นไร ลองติดตาม
ต้องยอมรับความจริงว่า ยอดขายสมาร์ทวอทช์ทั่วโลกลดลงเป็นครั้งแรก โดยลดลง 7% ในปี 2024 ตามรายงานของ Counterpoint ขณะที่ Apple Watch มียอดจัดส่งลดลง 19% เนื่องจากขาดฟีเจอร์ใหม่และไม่มีรุ่น Ultra 3 และจากการห้ามขายในสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อยอดขายในช่วงต้นปี
ในขณะที่ตลาดได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยการเติบโตของสมาร์ทวอทช์จีน แบรนด์จีน เช่น Xiaomi, Huawei และ Imoo มียอดขายเพิ่มขึ้น ส่วนแบ่งตลาดของจีนเพิ่มขึ้นจาก 19% เป็น 25% แซงหน้าอินเดียและอเมริกาเหนือ
แนวโน้มสมาร์ทวอทช์สำหรับเด็ก ความต้องการเพิ่มขึ้นจากความกังวลเรื่องความปลอดภัยของเด็ก แบรนด์ Imoo มีการเติบโต 22% แต่ Xiaomi โตถึง 135% ขณะที่อินเดียมีส่วนแบ่งตลาดลดลง โดยลดจาก 30% เหลือ 23% เพราะปัญหาคุณภาพของอุปกรณ์ราคาถูก
มีการคาดการณ์แนวโน้มอนาคต โดยตลาดคาดว่าจะฟื้นตัวเล็กน้อยในปี 2025 จากการนำ AI และข้อมูลสุขภาพที่ดีขึ้นจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อน ตลาดคาดว่า Apple สูญเสียแรงจูงใจในการอัปเกรดอุปกรณ์ ผู้บริโภคเริ่มไม่ตื่นเต้นกับฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพราะไม่แตกต่างจากรุ่นเก่ามากนัก ขาดนวัตกรรมทำให้ผู้ใช้ไม่รู้สึกจำเป็นต้องเปลี่ยนเครื่อง ขณะที่จีนกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดสมาร์ทวอทช์ การแข่งขันของ Xiaomi และ Huawei รุนแรงขึ้น การเติบโตของสมาร์ทวอทช์สำหรับเด็กเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับราคามากขึ้น Apple และ Samsung มุ่งเน้นกำไร ทำให้ไม่แข่งขันด้านราคา แบรนด์จีนใช้กลยุทธ์ราคาถูกเพื่อดึงดูดตลาดใหม่
อนาคตของสมาร์ทวอทช์จะขึ้นอยู่กับ AI และฟีเจอร์สุขภาพ หาก Apple และ Samsung ต้องการกลับมาครองตลาด อาจต้องเพิ่มฟีเจอร์ AI ที่ล้ำสมัย เทรนด์สุขภาพยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของตลาด เริ่มตั้งแต่ ระบบ AI และการประมวลผลอัจฉริยะ ตั้งแต่การนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์สุขภาพ เช่น การตรวจจับภาวะสุขภาพเฉพาะทาง (เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ) นำAI มาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่สามารถให้คำแนะนำเรื่องสุขภาพและการออกกำลังกายแบบเฉพาะบุคคล ระบบ AI การตรวจสุขภาพที่ล้ำสมัยขึ้น ตั้งแต่ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดแบบไม่ต้องเจาะ, การตรวจจับภาวะเครียดและให้คำแนะนำเรื่องการผ่อนคลาย, เซ็นเซอร์ที่แม่นยำขึ้นสำหรับติดตามภาวะการนอน
ฟอร์มแฟคเตอร์และแบตเตอรี่ที่ดีขึ้น นั่นคือ ตัวนาฬิกาแบบบางและเบาขึ้น โดยไม่ลดประสิทธิภาพ และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานขึ้น หรือการชาร์จแบบพลังงานแสงอาทิตย์ มีการเชื่อมต่อที่ครอบคลุมขึ้น โดยสามารถเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมสำหรับการใช้งานในพื้นที่ห่างไกล รองรับ 5G และ Wi-Fi ที่ดีกว่าเพื่อเพิ่มประสบการณ์การใช้งาน
ฟีเจอร์สำหรับเด็กและผู้สูงอายุต้องมา เช่น ระบบติดตามเด็กแบบเรียลไทม์ที่ให้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้น มีฟีเจอร์ฉุกเฉินสำหรับผู้สูงอายุ เช่น การตรวจจับการล้มและแจ้งเตือนอัตโนมัติ
แม้ว่าสมาร์ทวอทช์จะกลายเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยม แต่ก็ยังมีข้อจำกัดและปัญหาหลายอย่างที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกไม่พอใจ หรือไม่อยากอัปเกรดเป็นรุ่นใหม่ มาดูกันว่ามีประเด็นอะไรบ้าง
เมื่อมีการเน้นย้ำ จนทำให้ยอดขายเริ่มตกต่ำ พูดกันในประเด็นว่า ฟีเจอร์ใหม่ไม่น่าตื่นเต้น ก็เป็นจุดที่น่าสังเกตว่า หลายปีที่ผ่านมา สมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ ๆ มีการเปลี่ยนแปลงที่น้อยมาก ด้านผู้ใช้ไม่เห็นความจำเป็นต้องอัปเกรด เพราะฟีเจอร์หลัก ๆ ไม่ได้พัฒนาแบบก้าวกระโดด ตัวอย่างเช่น Apple Watch รุ่นใหม่ยังไม่มีฟีเจอร์สุขภาพที่ล้ำสมัยกว่าเดิม
อีกจุดหนึ่งที่ชัดเจนคือ อายุการใช้งานแบตเตอรี่ยังสั้น เพราะสมาร์ทวอทช์หลายรุ่นต้องชาร์จแทบทุกวัน โดยเฉพาะ Apple Watch และ Samsung แบรนด์ที่เน้นอายุแบตเตอรี่ยาวนาน เช่น Garmin หรือ Fitbit อาจได้เปรียบในจุดนี้ ตลาดตอนนี้ผู้ใช้ต้องการอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานได้หลายวันโดยไม่ต้องชาร์จบ่อย ๆ
แม้จะเอาเรื่องสุขภาพมาเป็นจุดขาย แต่ความแม่นยำของเซ็นเซอร์สุขภาพยังไม่น่าเชื่อถือ 100% เช่น การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ออกซิเจนในเลือด หรือการติดตามการนอน อาจมีความคลาดเคลื่อน ข้อมูลสุขภาพที่ไม่แม่นยำอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ผู้ใช้บางกลุ่ม เช่น นักกีฬาและคนรักสุขภาพ ต้องการข้อมูลที่แม่นยำกว่านี้
มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ตลอดเวลา แต่ราคายังสูง อย่างไรก็ตามมันไม่มีความแตกต่างจากรุ่นเก่า ทั้ง Apple Watch และ Samsung Galaxy Watch ยังคงตั้งราคาสูง แต่ไม่ได้ให้ฟีเจอร์ที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับรุ่นเก่า สมาร์ทวอทช์จากจีน เช่น Xiaomi และ Huawei เสนอฟีเจอร์คล้ายกันในราคาถูกกว่ามาก ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มเปลี่ยนใจ ผู้ใช้คาดหวังว่า ถ้าจะจ่ายแพง ควรได้สิ่งที่ดีกว่ามากกว่ารุ่นก่อน
จุดตายอีกจุดหนึ่งก็คือ สมาร์ทวอทช์ยังไม่สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งสมาร์ทโฟน แม้ว่าหลายรุ่นจะมี eSIM หรือ LTE แต่การใช้งานเดี่ยว ๆ ยังมีข้อจำกัด แอปพลิเคชันบางตัว เช่น WhatsApp หรือ Google Maps ยังใช้งานได้ไม่สมบูรณ์แบบบนสมาร์ทวอทช์ ผู้ใช้ต้องการนาฬิกาที่สามารถทำทุกอย่างได้โดยไม่ต้องพกโทรศัพท์
ประเด็นสุดท้ายคือ ปัญหาความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล เนื่องจากการเก็บข้อมูลสุขภาพและตำแหน่งที่ตั้ง อาจสร้างความกังวลให้กับผู้ใช้ มีรายงานว่าข้อมูลสุขภาพจากอุปกรณ์บางรุ่นอาจถูกแชร์โดยไม่รู้ตัว ผู้ใช้ต้องการความโปร่งใสในการเก็บและใช้ข้อมูลของพวกเขา
ปัจจุบันผู้ใช้ต้องการ อุปกรณ์ที่ใช้งานได้ยาวนานขึ้น มีฟีเจอร์ที่แตกต่างจากเดิม และมีความแม่นยำมากขึ้น หากแบรนด์ใหญ่ ๆ อย่าง Apple หรือ Samsung ยังไม่สามารถตอบโจทย์ pain point เหล่านี้ได้ อาจทำให้สมาร์ทวอทช์จีน หรือแบรนด์ที่เน้นจุดแข็งเฉพาะทางกลายเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
เมื่อตลาดสมาร์ทวอทช์ตกต่ำ แบรนด์จีนมาถึงจุดที่แข่งขันได้ในระดับโลก เรามองโอกาสที่ผู้ผลิตจากจีนจะครองตลาดสมาร์ทวอทช์ไว้แค่ไหน นี่คือ ปัจจัยที่ทำให้ผู้ผลิตจีนมีโอกาสครองตลาด
1.ราคาแข่งขันได้ และให้ฟีเจอร์ที่คุ้มค่า ทั้ง Xiaomi, Huawei, และ Imoo เสนอสมาร์ทวอทช์ที่มีฟีเจอร์ใกล้เคียงกับ Apple และ Samsung แต่ราคาถูกกว่ามาก เช่น Xiaomi Smart Band มีราคาแค่ไม่กี่พันบาท ในขณะที่ Apple Watch Ultra อยู่ที่หลักหมื่น ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าจะเลือกแบรนด์จีนมากขึ้น
2.นวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เร็วขึ้น แบรนด์จีนออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ถี่กว่า แบรนด์ตะวันตก การคิดค้นของ Huawei และ Xiaomi กำลังพัฒนาเซ็นเซอร์สุขภาพที่ล้ำหน้าขึ้น เช่น การวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบไม่เจาะ แบรนด์ Imoo โฟกัสตลาดเด็ก ซึ่ง Apple และ Samsung ยังไม่ได้เข้ามาทำตลาดจริงจัง
3.Apple และ Samsung กำลังเจออุปสรรคใหญ่ เพราะ Apple Watch ถูกห้ามขายในสหรัฐฯ ช่วงปลายปี 2023 – ต้นปี 2024 ทำให้ยอดขายลดลง ขณะที่ Samsung ยังเน้นผลิตภัณฑ์พรีเมียมมากกว่าการสู้ศึกในตลาดราคาถูก สมาร์ทวอทช์ระดับเริ่มต้นและระดับกลางเป็นช่องว่างที่แบรนด์จีนเข้าไปครอง
แต่อุปสรรคที่อาจทำให้แบรนด์จีนยังไม่สามารถครองตลาดได้เร็วก็มีเช่นกัน ตั้งแต่ การขาดระบบนิเวศที่แข็งแกร่งแบบ Apple และ Samsung ทางด้าน Apple Watch ผูกกับ iOS และ Apple Health อย่างแนบแน่น ส่วน Samsung ใช้ Wear OS ที่มีแอปให้เลือกมากมาย สมาร์ทวอทช์จีนบางรุ่นอาจใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นได้ไม่สมบูรณ์ ต่อจากนั้นคือ ปัญหาความน่าเชื่อถือ และความแม่นยำของเซ็นเซอร์ Apple และ Samsung มี เซ็นเซอร์สุขภาพที่แม่นยำและผ่านการทดสอบ มาตรฐานสูง Huawei และ Xiaomi ยังต้องพัฒนาเรื่องความแม่นยำของการตรวจจับสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น
ปัญหาด้านซอฟต์แวร์ และการอัปเดตระยะยาว Apple และ Samsung ให้ การอัปเดตซอฟต์แวร์หลายปี ทำให้ผู้ใช้มั่นใจ บางแบรนด์จีนอัปเดตช้า หรือหยุดอัปเดตหลังจากขายไปไม่กี่ปี ทางด้านอุปสรรคจากการเมือง และข้อจำกัดทางการค้า ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ สหรัฐฯ อาจเพิ่มข้อจำกัดต่อบริษัทจีน เช่นเดียวกับที่เกิดกับ Huawei หากมีการแบนซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ อาจกระทบการขายในตลาดตะวันตก
ดังนั้นถ้าจะซื้อสมาร์ทวอทช์ในปีหน้า การเลือกตามการใช้งานเป็นหลักจะดีที่สุด เพราะแต่ละแบรนด์มีจุดแข็งที่แตกต่างกัน ไปดูกันว่าควรเลือกอะไรดี!
ถ้าใช้ iPhone และต้องการความลื่นไหล → Apple Watch (Series ใหม่สุด)
ทำไมควรซื้อ? เพราะทำงานร่วมกับ iPhone ได้ดีที่สุด (iMessage, Apple Pay, Siri, Apple Health) เซ็นเซอร์สุขภาพแม่นยำที่สุดในตลาด มีแอปเยอะ และอัปเดตซอฟต์แวร์ยาวนาน รุ่น Apple Watch Ultra เหมาะกับสายลุย กีฬาเอ็กซ์ตรีม ข้อเสีย: แบตอึดแค่ 1-2 วัน ต้องชาร์จบ่อยและราคาสูงกว่าแบรนด์อื่น
ถ้าใช้ Android และอยากได้สมาร์ทวอทช์พรีเมียม → Samsung Galaxy Watch
ทำไมควรซื้อ? ใช้ Wear OS (รองรับแอปเยอะ เช่น Google Maps, WhatsApp) รองรับ Google Assistant & Samsung Health ดีไซน์หรู ใส่ทำงานก็ดูดี รุ่น Pro แบตอึดกว่า Apple Watch ข้อเสีย: ถ้าใช้ iPhone จะใช้งานได้ไม่เต็มที่ One UI บางครั้งยังไม่สมูทเท่า Apple Watch
ถ้าคุณต้องการสมาร์ทวอทช์สุขภาพ ราคาคุ้มค่า → Huawei / Amazfit
ทำไมควรซื้อ? แบตอึดกว่า Apple และ Samsung มาก (5-14 วัน) เซ็นเซอร์สุขภาพดี รองรับ SpO2, HRV, ตรวจจับการนอน ราคาถูกกว่าคู่แข่ง แต่ได้ฟีเจอร์ครบ ข้อเสีย: แอปไม่เยอะเท่า Wear OS และ watchOS อาจไม่มี Google Services บางตัว (โดยเฉพาะ Huawei)
คาดการณ์แนวโน้มสมาร์ทวอทช์ในปี 2026
- สมาร์ทวอทช์จะใช้ AI มากขึ้น ทาง Apple Samsung และ Huawei อาจเพิ่ม AI ช่วยวิเคราะห์สุขภาพแบบเรียลไทม์, Google และ Samsung อาจเพิ่ม AI Assistant ที่ฉลาดขึ้น บน Galaxy Watch, สมาร์ทวอทช์ราคาถูกจากจีนอาจมี AI แต่ไม่ฉลาดเท่ารุ่นแพง
- เซ็นเซอร์สุขภาพใหม่จะเป็นจุดขายหลัก ทาง Apple อาจเปิดตัว เซ็นเซอร์วัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบไม่เจาะ, Samsung อาจพัฒนา เซ็นเซอร์ตรวจความเครียด และระบบติดตามการนอนที่แม่นยำขึ้น, Huawei และ Xiaomi อาจเน้น สมาร์ทวอทช์สำหรับผู้สูงอายุ เช่น การตรวจจับโรคหัวใจ
- แบตเตอรี่อาจอึดขึ้น หรือใช้พลังงานแสงอาทิตย์ Apple และ Samsung อาจออกแบบ แบตเตอรี่ที่ใช้พลังงานไฮบริด, Garmin และ Huawei อาจใช้ พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้แบตอึดขึ้น
สุดท้าย ปีหน้าจะเป็นอีกปีที่ผู้ผลิตสมาร์ทวอทช์จะดิ้นรนแก้จุดตกต่ำของตัวเองให้รอด ไม่อย่างนั้นมันอาจเหมือนตลาดเครื่องฟังเพลงเคลื่อนที่ในรูปแบบต่างๆ ที่เริ่มหายไปจากตลาด เพราะยอดขายตกการพัฒนาเวอร์ชันใหม่ไม่มีแรงบันดาลใจเพียงพอ จนกลายเป็นตลาดนีชในที่สุด เราอาจแค่บันทึกมันเป็นอีกหนึ่งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ก็เป็นได้